บทนำ
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม แนวคิด Sovereign AI หรือ AI ที่มีอธิปไตย กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในระดับโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ต้องการรักษาความมั่นคงของข้อมูลและความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี
สมาคม CIO ไทย (TCIOA) ร่วมกับ Oracle และ AIS Business ได้ทำการสำรวจความพร้อมและทิศทางการพัฒนา Sovereign AI ในประเทศไทย โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำกว่า 60 แห่งเข้าร่วมการสำรวจ ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม
ภาพรวมผู้เข้าร่วมการสำรวจ
การกระจายตามอุตสาหกรรม
การกระจายตามภาคอุตสาหกรรม
ผู้เข้าร่วมการสำรวจมาจากหลากหลายภาคอุตสาหกรรม โดยภาครัฐและภาคเทคโนโลยีเป็นกลุ่มหลักที่ให้ความสนใจในเรื่อง Sovereign AI มากที่สุด คิดเป็น 31% และ 22% ตามลำดับ ตามด้วยภาคการผลิต (14%) และการเงิน (10%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Sovereign AI เป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ
ประสบการณ์ของผู้บริหาร
ประสบการณ์การทำงานของผู้บริหารระดับสูง
ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ (45%) มีประสบการณ์การทำงานในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงน้อยกว่า 2 ปี แสดงให้เห็นถึงการหมุนเวียนของผู้นำและความสนใจใหม่ๆ ในประเด็น Sovereign AI จากผู้บริหารรุ่นใหม่ ขณะที่ 20% มีประสบการณ์ 2-5 ปี และอีก 12% มีประสบการณ์เกิน 20 ปี
ขนาดองค์กร
ขนาดองค์กร (จำนวนพนักงาน)
องค์กรที่เข้าร่วมการสำรวจส่วนใหญ่เป็นองค์กรขนาดกลางถึงใหญ่ โดย 31% มีพนักงาน 1,000-9,999 คน และ 30% มีพนักงาน 250-999 คน ขณะที่องค์กรขนาดใหญ่มาก (10,000 คนขึ้นไป) คิดเป็น 26% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Sovereign AI เป็นประเด็นที่องค์กรทุกขนาดให้ความสนใจ แต่องค์กรขนาดกลางถึงใหญ่มีความพร้อมในการลงทุนและพัฒนามากกว่า
ประเภทความเป็นเจ้าของ
ประเภทความเป็นเจ้าของขององค์กร
การกระจายของประเภทความเป็นเจ้าของค่อนข้างสมดุล โดยองค์กรรัฐ/รัฐวิสาหกิจคิดเป็น 38% องค์กรเอกชนและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คิดเป็นอย่างละ 26% และองค์กรไม่แสวงหากำไร/NGO คิดเป็น 3% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Sovereign AI เป็นประเด็นที่สำคัญสำหรับทั้งภาครัฐและเอกชน
ความเข้าใจและความพร้อมด้าน Sovereign AI
จากผลการสำรวจพบว่า ผู้บริหารไทยมีความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด Sovereign AI ในระดับปานกลาง (3.0/5) ซึ่งยังมีพื้นที่ในการพัฒนาความเข้าใจให้ลึกซึ้งมากขึ้น โดยเฉพาะในมิติของการนำไปประยุกต์ใช้จริง
ที่น่าสนใจคือ ผู้บริหารให้ความสำคัญกับ Open-source AI ในระดับสูง (3.4/5) ซึ่งสะท้อนถึงการตระหนักถึงประโยชน์ของการพัฒนา AI แบบเปิด ที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ และไม่ผูกขาดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
ประเด็นสำคัญ: แม้ว่าผู้บริหารจะมีความมั่นใจในกฎระเบียบที่รองรับ Sovereign AI ในระดับต่ำ (2.7/5) แต่ก็ยังมองเห็นความสำคัญของการพัฒนา Sovereign AI อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณดีที่แสดงถึงความพร้อมในการสนับสนุนนโยบายและกฎระเบียบที่เหมาะสม
แรงจูงใจหลักในการพัฒนา Sovereign AI
แรงจูงใจหลักในการพัฒนา Sovereign AI
ความมั่นคงและความปลอดภัยของข้อมูล (Security) เป็นแรงจูงใจหลักที่สำคัญที่สุด คิดเป็น 35% ตามด้วยการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance) ที่ 27% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรไทยให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบเป็นอันดับต้นๆ
นอกจากนี้ยังมีแรงจูงใจด้านการควบคุมนวัตกรรม (Innovation control) ที่ 14% ความสามารถในการคาดการณ์ต้นทุน (Cost predictability) และการกำกับดูแลด้านจริยธรรม (Ethical oversight) อย่างละ 12% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าองค์กรมองการพัฒนา Sovereign AI เป็นเรื่องที่ครอบคลุมหลายมิติ
อุปสรรคและความท้าทาย
อุปสรรคหลักในการพัฒนา Sovereign AI
การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ (Talent shortages) เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุด คิดเป็น 38% ตามด้วยต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure costs) ที่ 32% และความไม่แน่นอนทางกฎระเบียบ (Regulatory uncertainty) ที่ 22%
ข้อเสนอแนะ: ผลการสำรวจชี้ให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาบุคลากรด้าน AI และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของ Sovereign AI ทั้งในด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการกำหนดกฎระเบียบที่ชัดเจน
รูปแบบการ Deploy ที่เหมาะสม
รูปแบบการ Deploy Sovereign AI ที่องค์กรมองว่าเหมาะสม
Hybrid-federated model ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็น 60% ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการความยืดหยุ่นในการจัดการระบบทั้งภายในและภายนอก ตามด้วย National sovereign cloud ที่ 22% และ On-premise AI cluster ที่ 16%
ความนิยมของ Hybrid model นี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการขององค์กรในการสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมข้อมูล ความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพของระบบ โดยไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแบบใดแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว
การควบคุมข้อมูลภายในประเทศ
สัดส่วนข้อมูลสำคัญที่อยู่ภายในประเทศภายใต้การควบคุม
ผลการสำรวจพบว่า 39% ขององค์กรมีการควบคุมข้อมูลสำคัญภายในประเทศในระดับสูงมาก (76-100%) ขณะที่ 27% อยู่ในระดับ 51-75% ซึ่งรวมกันแล้วคิดเป็น 66% ที่มีการควบคุมข้อมูลมากกว่าครึ่ง
อย่างไรก็ตาม ยังมีองค์กร 16% ที่มีการควบคุมข้อมูลต่ำกว่า 25% ซึ่งอาจเป็นองค์กรที่ใช้บริการ Cloud จากต่างประเทศเป็นหลัก หรือยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการควบคุมข้อมูล
บทบาทของผู้ให้บริการ Cloud
มุมมองต่อบทบาทของผู้ให้บริการ Cloud ในการสนับสนุน Sovereign AI
ผลที่น่าสนใจคือ ผู้บริหารส่วนใหญ่ (88%) มองว่าผู้ให้บริการ Cloud เป็น 'พันธมิตรเชิงกลยุทธ์' (Strategic partners) มากกว่าเป็นคู่แข่งหรือความเสี่ยง และมี 12% ที่มองว่าเป็น 'ผู้สนับสนุนที่เป็นกลาง' (Neutral enablers) ขณะที่ไม่มีผู้บริหารที่มองว่าเป็นความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด
ความหมาย: การที่ผู้บริหารมองผู้ให้บริการ Cloud เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความสามารถของผู้ให้บริการในการสนับสนุนการพัฒนา Sovereign AI ที่เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดต่างๆ
สรุปและข้อเสนอแนะ
จากผลการสำรวจ Sovereign AI ในประเทศไทย สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:
ประเด็นสำคัญ
- องค์กรไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความปลอดภัยของข้อมูลเป็นอันดับแรก (35%) ตามด้วยการปฏิบัติตามข้อกำหนด (27%)
- การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ (38%) และต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน (32%) เป็นอุปสรรคหลักในการพัฒนา Sovereign AI
- Hybrid-federated model เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุด (60%) เนื่องจากความยืดหยุ่นและความสมดุลระหว่างการควบคุมและประสิทธิภาพ
- ผู้บริหารส่วนใหญ่ (88%) มองผู้ให้บริการ Cloud เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่ความเสี่ยง
- 66% ขององค์กรมีการควบคุมข้อมูลสำคัญภายในประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่ง (51-100%)
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
- พัฒนาบุคลากร: เร่งพัฒนาหลักสูตรและโปรแกรมการฝึกอบรมด้าน AI และ Data Science ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและหลักสูตรระยะสั้น
- โครงสร้างพื้นฐาน: สนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ AI ภายในประเทศ อาจผ่านมาตรการภาษีหรือเงินทุนสนับสนุน
- กฎระเบียบ: กำหนดกฎระเบียบและมาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาและใช้งาน Sovereign AI โดยสร้างความสมดุลระหว่างความปลอดภัยและนวัตกรรม
- ความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน: ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนา Sovereign AI โดยเฉพาะในด้านการแบ่งปันทรัพยากรและความรู้
- Open-source AI: สนับสนุนการพัฒนาและใช้งาน Open-source AI เพื่อลดการพึ่งพาผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง และเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง
TUAI Center มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนา Sovereign AI ในประเทศไทย โดยจะติดตามความเคลื่อนไหวและจัดทำรายงานวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเรียนรู้และพัฒนาไปด้วยกัน